บทที่ 4 ได้พบกัน 1 (2) [รีไรท์อ่านฟรี]

บทที่ 4 ได้พบกัน 1 (1) [รีไรท์อ่านฟรี]
บทที่ 5 ได้พบกัน 2 (1) [รีไรท์อ่านฟรี]

บทที่ 4 ได้พบกัน 1 (2)

ตอนนี้บนโต๊ะมีแต่ความว่างเปล่า

กระดาษที่ถูกเขียนด้วยตัวอักษรเกาหลีอย่างเป็นระเบียบได้ถูกเผาเป็นจุณไปหมดแล้ว เขาจำเป็นต้องเผากระดาษพวกนี้เพื่อป้องกันตนเอง ในที่แห่งนี้อาจไม่มีใครรู้ภาษาเกาหลีแต่เขาก็ต้องระมัดระวัง เขาสั่งให้ข้ารับใช้ทุกคนห้ามเข้าห้องก่อนได้รับอนุญาตด้วยเช่นกัน

‘ฉันจำได้ทุกอย่างแล้ว’

คิมร็อคโซรู้สึกดีกับการเป็นคนช่างจดจำในสิ่งที่ตนชอบ ไม่ว่าจะเป็นการ์ตูน นิยายหรือภาพยนตร์อะไรก็ตามที่เขารูสึกชื่นชอบ เขาจะจดจำได้ไม่เคยลืมไม่ว่าจะเป็นชื่อหรือลักษณะของตัวละครหรือแม้แต่สิ่งที่เขาไม่ชอบเขาก็ยังสามารถจำได้เช่นกัน

คาร์ลเอนหลังพิงกับพนักเก้าอี้และคิดถึงสิ่งที่ตนจะทำในอนาคต

‘สิ่งแรกที่ฉันต้องทำ…พรุ่งนี้ฉันต้องเจอเชวฮันก่อนแล้วค่อยทำตามแผน’

มุมปากถูกยกยิ้มขึ้นช้าๆ

‘ต้องหาทางป้องกันให้ดี……’

เขาจะต้องไม่ตายจะต้องมีชีวิตอยู่ให้นานที่สุดและไม่คิดที่จะไปสู้รบปรบมือกับใครด้วย

เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย อันดับแรกเขาจะต้องมีโล่นิรันดร์กาล สองต้องฟื้นตัวให้เร็วที่สุด สามต้องเร็วกว่าคนอื่นหนึ่งก้าวเสมอและสี่จะต้องมีพลังที่ไม่สามารถทำร้ายตนเองแต่ใช้ฆ่าคนอื่นได้

คาร์ลวาดแผนการของตนอย่างมีความสุขก่อนจะค่อยหลับตาลงถึงแม้จะหลับไปเขาก็ยังคงคิดถึงแผนการอยู่ตลอดเวลา

‘อย่างน้อยฉันจะต้องไม่โดนใครตีแม้เหตุการณ์นั้นจะมาถึงในไม่ช้านี้แล้วก็ตาม’

เขาจะต้องมีโล่นิรันดร์กาลที่ขึ้นชื่อว่าเป็นโล่ที่แข็งแกร่งที่สุดที่ไม่ว่าอะไรก็ไม่สามารถทำลายมันได้และถึงแม้เขาจะหลับไปแล้วแต่ริมฝีปากที่ถูกยกขึ้นก็ไม่มีทีท่าว่าจะถูกยกลงเลย

‘การเผชิญหน้ากับศัตรูโดยปราศจากข้อผิดพลาดมักเป็นสิ่งที่เราได้เปรียบก่อนเสมอ’

วันสำคัญใกล้เข้ามาถึง เขาต้องหาอะไรทำเพื่อดับความฟุ้งซ่านของตนเพื่อไม่ให้แผนผิดพลาด ใช่แล้ว…สิ่งแรกที่ต้องทำคือการกินมื้อเช้าที่แสนอร่อย เขารู้สึกว่าสิ่งเดียวที่เขาทำอยู่ตลอดเวลาเมื่อเข้ามาอยู่ในนี้คือการสนุกไปกับการกินอาหารที่แสนอร่อยเหล่านี้ เขาต้องสนุกไปกับมันก่อนลุยกับศึกใหญ่ที่จะต้องสู้ในวันพรุ่งนี้

“อื้ม….พ่อได้ยินว่าลูกหลับไปตอนที่กำลังอ่านหนังสือเหรอ?”

“…ก็เป็นเช่นนั้นล่ะขอรับ”

คาร์ลตอบคำถามต่อท่านเคานต์เดอรัชอย่างไม่เป็นทางการและไม่คุยตอบโต้อะไรกับท่านเคานต์เดอรัชต่อ เขายังคงตั้งหน้าตั้งใจทานอาหารต่อไปจะเป็นไรไปในเมื่อความจริงที่ว่าเขาเป็นเพียงขยะไร้ค่าของตระกูลยังคงค้ำคอเขาอยู่ เขากินอาหารเสร็จก่อนจะลุกขึ้นยืน เสียงดังของพื้นที่โดนเก้าอี้ครูดอย่างแรงทำให้ทุกสายตาจ้องมาที่เขา

“กระผมขอตัวก่อนนะขอรับ”

 แม้ไม่ใช่มารยาทที่ที่ดีนักแต่ดูเหมือนท่านเคานต์จะเข้าข้างลูกชายของตนทุกครั้งไปท่านเคานต์มองมาที่เขาก่อนยิ้มให้

“ได้สิลูก”

“ขอบคุณขอรับ”

คาร์ลจำเป็นต้องออกจากห้องอาหารก่อนเพราะมีสิ่งต่างๆมากมายที่เขาจำเป็นต้องจัดการภายในวันนี้แต่เคานต์เดอรัชหยุดคาร์ลไว้ก่อนที่จะได้เดินออกไป

“วันนี้อยากได้อะไรมั้ยลูก?”

“…กระผมอยากได้บางอย่าง…..”

จะแปลกอะไรครอบครัวนี้มีเงินมากมายถ้าเขาจะขอเพิ่มอีกสักหน่อยขนหน้าแข้งคงไม่ร่วงหรอก เขายกยิ้มเล็กน้อยเมื่อพ่อของเขาตกลงที่จะให้เงินเขาโดยจะมอบเช็คผ่านฮันส์ เขาสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจจากบาเซ็นแต่คาร์ลก็ไม่ได้สนใจรีบเดินออกจากห้องอาหารทันที ซึ่งเป็นขณะเดียวกับที่รอนจะตามเขาออกไป

“รอน…ข้ากำลังออกไป…ไม่ต้องมองหาข้า”

ไม่ต้องมองหาข้าที่คือสัญญาณลับที่คาร์ลใช้เมื่อจะไปผ่อนคลายด้วยการดื่มเหล้าที่ร้านหลังเมือง เมื่อใดก็ตามที่เขาต้องการอย่างนั้นรอนจะทำเพียงแค่ยิ้มและอวยพรให้เขาเดินทางปลอดภัย

“แล้ววันนี้นายน้อยไม่เรียนหรือขอรับ”

ก็นั่นล่ะรอนมักจะทำให้เขาอารมณ์ขุ่นมัวทุกครั้งไป..

“ข้าว่า…ข้าไม่จำเป็นต้องตอบคำถามเจ้าหรอกนะ”

“ขอรับนายน้อย กระผมจะรอนะขอรับ”

หน้าผากของคาร์ลเริ่มย่นเข้าหากันด้วยความไม่พอใจเมื่อได้ยินว่ารอนจะรอเขา

“ก็บอกว่าไม่ต้องรอ….”

คาร์ลสะบัดมือเรียกข้ารับใช้คนหนึ่งที่ยืนอยู่หน้าประตูก่อนจะเดินออกไปพร้อมกัน อารมณ์โกรธของคาร์ลปะทุขึ้นจนข้ารับใช้ที่เดินตามไม่กล้าพูดอะไรออกมา

เมื่อเขาออกมาจากห้องอาหารจะมองเห็นสวนหย่อมขนาดใหญ่และประตูทางออกไกลออกไปจนลับจากสายตา เขาถอนหายใจช้าๆก่อนหันกลับไปมองทางด้านหลัง เขาทันเห็นสีหน้าของรอนก่อนที่ประตูจะปิดลง

‘ดีนะที่ฉันสลัดนายออกไปได้’

เขาดีใจที่รอนทำตามคำสั่งเขาแต่เขาก็กังวลกับการแสดงออกที่แข็งกระด้างของตนเองเช่นกันอย่างน้อยรอนก็คือนักฆ่า เอาเป็นว่าเขาจะแสดงออกต่อรอนให้ดีกว่านี้ไม่ใส่อารมณ์จนเกินไปแล้วกันก่อนจะก้าวไปนั่งรถม้าเพื่อไปยังจุดหมายที่ตนตั้งใจ

ใช้เวลาไม่นานคาร์ลก็ถึงที่หมาย

“นายน้อย ใช่ที่นี่หรือไม่ขอรับ”

คนบังคับรถม้าระมัดระวังก่อนที่จะเปิดประตูรถม้าให้ สายตาจ้องมองไปยังหน้าร้านด้วยความไม่แน่ใจ

“ใช่แล้วที่นี่ล่ะ”

คาร์ลสวมชุดที่ค่อนข้างแฟนซีจ๋าและเป็นจุดเด่นสำหรับคนอื่น..แต่มันก็เป็นชุดที่เด่นน้อยที่สุดในตู้เสื้อผ้าของคาร์ลแล้ว คาร์ลเดินออกจารถม้าทันทีซึ่งตอนนี้ไม่มีใครอยู่บริเวณนั้น ก่อนจะเดินเข้าไปภายในร้าน

[ร้านกลิ่นชากับบทกวี]

มันเป็นร้านชาที่อนุญาตให้คุณอ่านบทกวีพลางจิบชาไปอย่างสบายอารมณ์ อาคารสามชั้นที่สะอาดสะอ้านหรูหรา เจ้าของร้านเป็นคนที่มีฐานะร่ำรวย ที่จริงแล้วเจ้าของร้านแห่งนี้เป็นบุตรนอกสมรสของหัวหน้าสมาคมการค้าที่มีฐานะมั่งคั่งกว่าคาร์ลเป็นเท่าตัว และสิ่งเดียวที่ทำให้เขาเลือกอยู่ที่นี่ก็คือการปกปิดตัวตนนั่นเอง

‘ถ้าจำไม่ผิด ในนิยายเล่มที่ 3 เจ้าของร้านจะไปยังเมืองหลวงเพื่อพบเชวฮันก่อนจะกล่าวว่าตนคือลูกชายนอกสมรสของหัวหน้าสมาคมการค้าผู้ชั่วร้าย และเขาจะต้องกลายเป็นหัวหน้าสมาคมการค้าที่ยิ่งใหญ่แทน’

คนที่ยืนตะโกนและสาบานต่อหน้าเชวฮันว่าจะเป็นหัวหน้าสมาคมการค้าให้ได้นั้นคาร์ลไม่รู้ว่าเจ้าของร้านแห่งนี้จะกลายเป็นหัวหน้าสมาคมการค้าจริงๆหรือไม่เพราะเขาอ่านนิยายเล่มที่ 5 ได้เพียงบทแรกๆเท่านั้นแต่เนื่องจากเขาเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกทีมของเชวฮัน เจ้าของร้านคนนี้ก็อาจประสบความสำเร็จดังที่ตัวเองต้องการก็เป็นได้  คาร์ลหันกลับไปมองคนบังคับรถม้าที่ตอนนี้เหงื่อเริ่มออกจนกลายเป็นหมูทอดเสียแล้วก่อนออกคำสั่ง

“เจ้ากลับไปก่อน”

“อะไรนะขอรับ”

“ทำไมต้องให้ข้าพูดย้ำสองรอบด้วย?”

“เอ่อ…ไม่ขอรับ กระผมไม่ต้องรอนายน้อยขอรับ”

“ใช่..ข้าจะอยู่ที่นี่อีกพักใหญ่”

คาร์ลมองคนขับรถม้าด้วยสีหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆก่อนเปิดประตูเพื่อพาตัวเองเข้าไปในร้าน

ตึงตึงตึงตึง…เขาได้ยินเสียงเคลื่อนตัวของรถม้าทางด้านหลังเขา แต่เสียงกระดิ่งที่สั่นขึ้นเมื่อเขาเปิดประตูเข้าไปในร้านคือสิ่งที่คาร์ลสนใจมากกว่า เป็นเสียงกระดิ่งที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบทำให้เสียงมันดังจนน่าตกใจ

คาร์ลยังยืนอยู่หน้าทางเข้าอาจเป็นเพราะตอนนี้ยังเป็นเวลาที่เช้าเกินไปคนในร้านจึงมีไม่ค่อยมาก แต่ก็นั่นล่ะทุกคนที่อยู่ในร้านต่างตกใจที่เห็นเขาที่นี่ รู้สึกนิยายจะให้บทเด่นเขาเหลือเกินที่คนในเมืองแห่งนี้ต่างก็รู้จักชื่อเสียงเขาเป็นอย่างดีโดยเฉพาะเหล่าพ่อค้าที่หมายหัวเขาไว้เพราะกลัวว่าคาร์ลจะโมโหทำร้ายข้าวของในร้านของตน

“ยินดีต้อนรับขอรับ”

ถึงอย่างไรก็ตามเจ้าของร้านก็ให้การต้อนรับเขาเป็นอย่างดีจากเคาน์เตอร์ของร้านที่เขายืนอยู่

‘นี่คงเป็นเจ้าของร้านสินะ’

บิลอสเศรษฐีผู้มั่งคั่ง เขามีใบหน้ากลมและรูปร่างเต็มไปด้วยไขมันเขาดูคล้ายหมูน้อยเหมือนกับที่นิยายกล่าวไว้ไม่มีผิด เสน่ห์ของบิลอสก็คงจะเป็นรอยยิ้มอันแสนสดใสของเขานี่ล่ะ

‘เขาดูคล้ายหมูน้อยจริงๆ’

คาร์ลหยิบเหรียญทองวางไว้บนเคาน์เตอร์ก่อนเอ่ยปากบอกความต้องการ

“ข้าตั้งใจเลือกโต๊ะที่อยู่บนชั้น 3 ตลอดทั้งวันนี้นะ”

บิลอสจ้องมองไปยังคาร์ลด้วยรอยยิ้มก่อนผายมือชี้ไปยังชั้นหนังสือโดยที่คาร์ลแสร้งไม่สนใจ

“ชากลิ่นหอมดี….ท่าทางร้านนี้จะมีหนังสือเยอะมีหนังสือนิยายบ้างหรือเปล่าหรือมีแต่หนังสือกวี”

“แน่นอนนายน้อยคาร์ล ร้านเรามีหนังสือนิยายจำนวนมากเช่นกัน”

“งั้นเหรอ..หาหนังสือที่น่าสนใจให้ข้าสักเล่มและก็ชาสักถ้วยแล้วกัน”

“ได้ขอรับ…”

เหรียญทองในมือคาร์ลถูกยัดใส่มืออวบอ้วนของบิรอสอย่างรวดเร็ว เขาทำท่าชะงักไปสักครู่

“ข้ายังต้องดื่มชาอีกเยอะเลย”

“แต่นี่มันมากเกินไป นายน้อยคาร์ล”

 เหรียญทองมูลค่า 1 ล้านแกลลอนก็เทียบได้กับ1ล้านวอน(29109.92 บาท) คาร์ลมีเหตุผลบางอย่างที่ทำเช่นนี้

“ข้ามีเงินเยอะมาก  แค่นี้ถือว่าเป็นน้ำใจเล็กๆน้อยจากข้าแล้วกัน”

ถ้าพูดถึงว่าใครมีเงินมากกว่าคำตอบก็คงเป็นบิลอส เขายังรู้ถึงกิจการต่างๆที่บิลอสจะทำต่อไปในอนาคตและนั่นจะทำให้บิลอสสร้างเงินได้อย่างมหาศาล คาร์ลเพียงแค่ทำตัวสบายๆก่อนส่งสายตาไปยังลูกค้าที่อยู่ภายในร้านทั้งหมด

“ถ้ามันมากเกินไปก็ปฏิบัติกับคนที่อยู่ในร้านนี้เหมือนที่ปฏิบัติต่อข้าล่ะกัน”

บิงโก!! เขาอยากจะทำอะไรแบบนี้สักครั้ง หลังจากที่เขาเอ่ยปากขอเงินจากพ่อเขาก็ได้รับเงินเป็นจำนวน 3 เหรียญทองที่มีมูลค่ากว่า 3 ล้านแกลลอน(87329.77 บาท)

“แต่นายน้อยคาร์ล…มัน”

“พอแล้ว ไปเอาชามาให้ข้าได้แล้ว”

ข้อดีของการเป็นขยะก็คือไม่ต้องสนใจเรื่องมารยาทใดๆ ในขณะที่เขาเดินขึ้นชั้น 3 เขาก็ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบตามหลังมาเป็นระยะแต่เขาก็ไม่เป็นกังวลเพราะยังไงเขาก็มีชื่อเสียงมากพอตัวอยู่แล้ว(ในด้านที่ไม่ดีด้วยนะ)

‘เป็นอย่างที่คิด…’  ตอนนี้ไม่มีใครอยู่บนชั้น 3 เลยเพราะนี่มันเป็นเวลาที่เช้ามาก เขาเลือกนั่งมุมข้างในสุดของชั้น 3 ก่อนที่จะหันมองออกนอกหน้าต่าง

‘มุมดีซะด้วย’ ถ้ามองจากจุดนี้เขาสามารถมองเห็นประตูเข้าเมืองได้อย่างชัดเจน และเขาก็มีแผนที่จะมองดูเชวฮันจากจุดๆนี้นั่นเอง

บทที่ 4 ได้พบกัน 1 (1) [รีไรท์อ่านฟรี]
บทที่ 5 ได้พบกัน 2 (1) [รีไรท์อ่านฟรี]

Add a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *