ตอนที่ 1 เกินหลักเหตุและผลทางวิทยาศาสตร์  

ตอนที่ 2  มัน...มันต้องเป็นปีศาจ!

ตอนที่ 1 เกินหลักเหตุและผลทางวิทยาศาสตร์

ณ เมืองเจียง ภายในห้องสวีทห้องหนึ่งในโรงแรมตี้หวาง

“กรี๊ดดดด!!!”

เสียงร้องแสบแก้วหูดังขึ้น ทำให้เย่เฟิงต้องขมวดคิ้ว แล้วค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมา

ภาพที่เข้าสู่สายตาคือเตียงเดี่ยวสีขาวสะอาดตา บนเตียงยังมีสาวงามเปลือยกายนั่งอยู่ด้วย เธอส่งเสียงกรีดร้องไม่หยุด

สาวงามนางนี้มีผิวหนังเนียนนุ่ม คิ้วโก่งงามงอน ใบหน้าราวกับงานศิลป์ที่ถูกแต่งแต้มอย่างพิถีพิถัน งดงามสะกดใจผู้คน

แต่บัดนี้  ใบหน้าที่เลอโฉมกับแต่งแต้มไปด้วยอารมณ์อับอายและความขุ่นเคือง

“นาย… นายเป็นใคร! ทำไมถึงได้มาอยู่ที่นี่!”

หลินหลานไม่แม้แต่จะคิดฝันว่าเมื่อตื่นขึ้นมาตัวเองจะอยู่บนเตียงในโรงแรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีชายอีกคนนอนอยู่ข้างกาย

เมื่อมองกลีบดอกไม้สีแดงฉานบนเตียงสีขาว หลินหลานรู้สึกตาพล่ามัว วิงเวียนเหมือนจะสลบลงไป

“สารเลว! ไอ้คนชั่ว! แกชิงครั้งแรกของฉันไป!!!”

ขณะที่พูด หลินหลานราวกับราชสีห์ที่กำลังบ้าคลั่ง เข้าไปต่อยตีเย่เฟิง

เป็นครั้งแรกของเธอ?

หนึ่งประโยคของหลินหลาน ทำให้เย่เฟิงขมวดคิ้วยิ่งกว่าเดิมด้วยความฉงนใจ

เป็นถึงหนึ่งในสี่ผู้ปกครองผู้ยิ่งใหญ่  ราชาแห่งหมัวซิงผู้น่าเกรงขาม – ราชาปีศาจ มีสาวงามแห่งเวหานับไม่ถ้วน ทั้งเซียนแห่งดาราที่อยากร่วมเตียงกับเขา เหตุใดจึงต้องไปแย่งความบริสุทธ์ของหญิงสาวอย่างไม่มีเหตุผลอีกเล่า!

แต่ตอนนี้……

ในคราที่เย่เฟิงกำลังจะเอ่ยปากพูด ความทรงจำที่ไม่คุ้นเคยหลั่งไหลข้ามาในหัวของเขาในเวลาเสี้ยววินาที จึงทำให้เขาตะลึงงัน

โลก..มนุษย์?

ตัวข้ามาเกิดใหม่?

เพียงเวลาพริบตาเดียว เบื้องหน้าที่เย่เฟิงมองเห็นกลับดูแปลกตาไป เป็นถึงผู้ปกครองแห่งเวหา ความทรงจำสุดท้ายของเขาคือการไล่ล่าสังหารทวยเทพแห่งเวหาทั้งสิบคนด้วยพลังของเขาเพียงคนเดียว และมีชัยเหนือผู้ปกครองแห่งเวหาอีกสามคน

ท้ายที่สุดก็ถูกผู้ปกครองแห่งเวลาทั้งสามคนเอาชีวิตแลกเสี่ยงเข้าโจมตี จนตกสู่ห้วงนรกที่ยุ่งเหยิง

แต่เขาคิดไม่ถึงว่าตัวเองต้องจบชีวิต แถมยังได้มาเกิดใหม่ในร่างของชายหนุ่มบนโลกมนุษย์

ชายหนุ่มผู้นี้มีนามว่าเย่เฟิง ทั้งยังเป็นลูกนอกคอกที่ถูกผู้คนดูแคลน

“สารเลว! บอกมานะ! แกเป็นใครกันแน่ ! ใครเป็นคนบงการให้แกมาทำอย่างนี้! ! !”

ในตอนที่เย่เฟิงดำดิ่งอยู่กับความทรงจำที่ไม่คุ้นเคยนี้ เสียงด่าทอด้วยความโมโหของสาวงามก็ดังขึ้นอีกครั้ง

หลินหลานโมโหมาก เธอเป็นถึงประธานผู้เลอโฉมอันดับหนึ่งแห่งเมืองเจียง กลับต้องมาเสียบริสุทธิ์ให้กับชายแปลกหน้าอย่างไม่รู้สึกตัว นี่จึงทำให้เธอคลั่ง

พอมองเตียงนอนที่เปื้อนเลือดเสียสาว หลินหลานดั่งถูกแผดเผาโดยเพลิงพิโรธ พุ่งเข้าไปที่เย่เฟิงทั้งตบทั้งข่วน

เพียงแต่ พอมือเรียวของเธอยื่นออกไป ก็ถูกมือหนึ่งคว้าเอาไว้!

“เป็นโรคหรือไง!”

อะไรนะ?

หลินหลานอึ้ง!

เป็นครั้งแรกที่เธอได้ยินชายคนนี้เอ่ยปากพูด เดิมทีเธอคิดว่าชายคนนี้จะต้องหวาดหวั่นหรือตื่นตระหนก แล้วกล่าวขอโทษร้องขอชีวิต แต่เธอไม่คิดไม่ฝัน เขากลับด่าเธอว่า…เป็นโรค?

ควรรู้ว่า หลินหลานเป็นถึงเทพธิดาที่มีชายนับไม่ถ้วนคิดฝันอยากร่วมเตียง เธอจึงได้ยินแต่คำป้อยอเอาอกเอาใจจนเคยชิน นี่เป็นครั้งแรกที่มีผู้ชายด่าเธอ

และที่น่ารังเกียจยิ่งกว่า คือ นายคนนี้พึ่งจะได้เชยชมเธอ!

นี่เองจึงทำให้หลินหลานยิ่งแสดงท่าทีหยาบกระด้าง

แต่ตอนนี้ คำพูดเรียบเฉยของเย่เฟิงก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง

“เจ้าอารมณ์วิปลาส ต่อมไร้ท่อมีปัญหา เป็นโรค! เจ้าหน้าตาซีดเซียว ท่าทางหมองหม่น เป็นโรค! เจ้าประจำเดือนไม่ปกติ ขี้เยี่ยวไม่คล่อง เป็นโรค!!!”

พอพูดจบ เย่เฟิงได้แต่ส่ายหัวด้วยใบหน้าไม่สบอารมณ์

“สตรีเช่นเจ้า โรคภัยไม่น้อยเลย!” (พระเอกใช้คำว่าเป็นโรค สื่อได้สองความหมายคือ มีโรคภัยเจ็บไข้ได้ป่วย กับเป็นโรคที่สื่อว่าบ้า)

เอิ่ม! ! !

คำพูดเหล่านี้ของเย่เฟิง ทำให้หลินหลานตะลึงไปโดยปริยาย

สตรีเช่นเจ้า โรคภัยไม่น้อยเลย!

ไอ้…ไอ้สารเลวนี้อกจากจะไม่รับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองทำ ตอนนี้ยังกล้ามาด่าเธออีก

สมควรตาย!

ตอนนี้หลินหลานราวกับราชสีย์คลั่ง อยากจะเข้าไปต่อยเย่เฟิง ต่อพอเธอนึกถึงคำพูดก่อนหน้านี้ของเย่เฟิง เธอจึงได้แต่สั่นเทิ้มไปทั้งตัว

ประจำเดือนไม่ปกติ ขี้เยี่ยวไม่คล่อง!

อารมณ์วิปลาส ต่อมไร้ท่อมีปัญหา!

เขา… รู้ได้ยังไง! ! !

หลินหลานรู้สภาพร่างกายของตัวเองดีและรู้อย่างละเอียด โดยเฉพาะเมื่อไม่นานมานี้ประจำเดือนของเธอมาไม่ปกติ ทุกครั้งที่ไปฉี่ก็รู้สึกเจ็บปวดเป็นที่สุด  โดยเฉพาะร่างกายที่กระปลกกระเปลี้ยเพลียแรง หงุดหงิดฟุ้งซ่าน

ไปตรวจเช็คร่างกายที่โรงพยาบาลแล้วได้รับการวินิจฉัยว่าต่อมไร้ท่อมีความปกติ

แต่ ทุกสิ่งทุกอย่างนี้หลินหลานไม่เคยบอกใครมาก่อน เจ้าหนุ่มคนนี้รู้ได้อย่างไร

พอเห็นหลินหลานมีใบหน้าเอ๋อรับประทาน เย่เฟิงจึงแสยะยิ้ม

“นังหนู เจ้าถือว่าโชคนัก! ในคราที่วิญญาณข้าได้กลับมานี้ ได้ผสานมนตรากลืนนภา เจ้าจึงได้รับการหล่อเลี้ยงจากมนตราของข้า ร่างกายเปรียบดั่งได้เกิดใหม่! ตังแต่บัดนี้เป็นต้นไป เจ้าจะเยาว์วัยชั่วนิจนิรันดร์ ใบหน้าจะยิ่งเลอโฉม งดงามสะเทือนแผ่นดิน!”

ว้อทททท?

หลินหลานอึ้งกิมกี่!

เธอไม่เข้าใจว่าอะไรคือ ‘มนตรากลืนนภา’!

เธอรู้แค่ว่า เจ้าสารเลวนี่ได้ล่วงเกินเธอแล้ว!

เจ้าสารเลวนี่นอกจากจะไม่รับผิดชอบกับการกระทำของตัวเอง ทั้งยังพูดเอาดีใส่ตัวอีก!

เป็นเรื่องตลกอย่างบนความจริงจัง!!

“ แก …..สารเลว! ! !”

หลินหลานกำลังจะด่าทอ เพียงแต่ พอสายตาของเธอได้แว่บผ่านกระจกที่โต๊ะเครื่องแป้งเธอก็ต้องตกตะลึง

เพราะว่าในกระจกนั้นฉายใบหน้าของสตรีนางหนึ่งที่งดงามหาใดเปรียบ เลอโฉมจนสะเทือนทั้งแผ่นดิน

“นี่..นี่ฉันเหรอ?”

ลูกตาของหลินหลานแทบจะถลนออกมา

เมื่อก่อน แม้ว่าเธอจะเป็นสาวงามอันดับหนึ่งของเมืองเจียง แต่ใบหน้าของเธอนิยามได้ว่า‘งดงาม’เท่านั้น และมีความน่ารักน่าเอ็นดู เรียกได้ว่าดาราหญิงก็ไม่ได้สวยไปกว่าเธอนัก

แต่การทำงานไม่แบ่งแยกกลางวันกลางคืนทำให้ผิวของเธอหม่นหมอง จนดูแห้งกร้าน

แต่ในตอนนี้ ผิวหนังทุกกระเบียดนิ้วของเธอขาวราวกับหยกก็ไม่ปาน ขาวเนียนละเอียดจนถึงที่สุด แค่เป่าก็อาจจะแตกได้

ใบหน้าก็งดงามจนทำให้ใครต่อใครที่มองหายใจไม่ทั่วท้อง แม้แต่เทพธิดาในประเทศจีน แม้แต่ราชินีแห่งเอเชียก็ยังงามสู้เธอไม่ได้

ราวกับเซียนในภาพวาดที่ลงมาสู่ผืนดิน เลอโฉมจนไม่อาจพรรณนา!

“เป็นไปได้ยังไงกัน! นี่.. นี่ฉันเหรอ?”

หลินหลานลูบไล้ใบหน้าที่งดงามปานจะถล่มเมืองของตัวเอง คำพูดนั้นของเย่เฟิงดังขึ้นในหัวอย่างไม่รู้ตัว

“หรือว่า.. ที่ฉันเปลี่ยนเป็นแบบนี้ เพราะได้รับการหล่อเลี้ยงจากชายคนนี้จริงๆ??”

ความสงสัยและไม่อยากจะเชื่อปรากฏอยู่บนใบหน้าของหลินหลาน

ขณะนี้ เธอหันกลับไปอย่างไม่รู้ตัว แล้วจ้องมองชายที่อยู่เบื้องหน้าสายตาอย่างพิจารณา

เขามีร่างกายผอมบาง ท่าทางอย่างกับไก่อ่อนไร้พลัง แต่ดวงตาที่ดำมืดคู่นั้นราวกับสามารถมองทุกสรรพสิ่งได้อย่างทะลุปรุโปล่ง เต็มเปี่ยมเวทย์มนต์อันไร้ที่สิ้นสุด

โดยเฉพาะมุมปากที่เผยอยิ้ม สื่อความหยิ่งผยอง เต็มไปด้วยเสน่ห์ดึงดูดอันสุดแสนจะบรรยาย

ราวกับว่าเขาเป็นเวทย์มนต์สะกดที่ไม่อาจคาดเดาและจับต้องไม่ได้

“นาย…”

ตอนนี้เองที่หลินหลานมีความคิดอยากจะไถ่ถามสถานะของเย่เฟิง เพียงแต่ตอนนี้ มีเสียงเบรกรถดังขึ้นอย่างกระชั้นชิด ดังแว่วมาจากทางหน้าต่าง ในเวลาเดียวกันนั้น เสียงฝีเท้าและเสียงโหวกแหวกโวยวายด้วยความรีบร้อนดังขึ้นมาถี่ๆ

“เร็ว! เร็ว! ข่าวใหม่สดสดร้อนร้อน ประธานสาวงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองเจียง นักลงทุนโดดเด่นติดสิบอันดับของเมือง–เทพธิดาหลินหลาน! ถึงกับเปิดห้องนอนกับเจ้าคนนอกคอกตระกูลเย่! รีบไปสัมภาษณ์!”

“แม่งเอ้ย! มันเป็นความจริง! หลินหลานเป็นถึงคู่หมั้นของกงหยุนเฟย ซึ่งเป็นคุณชายใหญ่ตระกูลกงแห่งเมืองเจียง! เจ้าคนนอกคอกตระกูลเย่ถึงกับกล้ามาตีท้ายครัวคุณชายกง รนหาที่ตายชัดๆ!”

“ฉันได้ยินมาว่า เจ้าคนนอกคอกที่เป็นลูกนอกสมรสไม่ได้ถูกยอมรับจากตระกูลเย่! เจ้านั่นจึงไม่ได้ใช่แซ่เย่(叶) แต่ใช้แซ่เย่(夜)! น่าขายขี้หน้าจริงๆ สมแล้วที่เป็นลูกนอกคอก! เจ้าหนุ่มนั่นเป็นความอัปยศของตระกูลเย่! คิดไม่ถึง เป็นแค่คางคกแต่กลับจะกินเนื้อหงส์!”

“……”

ครานี้ เสียงพูดคุยนินทาดังสนั่นลั่นทุ่งลอยแว่วเข้ามาในหน้าต่าง

หลินหลานเองก็มองเห็น นักข่าวแต่ละคนถือกล้องถ่ายรูปวิ่งกรูกันเข้าไปในล็อบบี้ของโรงแรม และแน่นอน เพียงเวลาไม่กี่นาทีข้างนอกก็แออัดราวกับว่าน้ำยังไม่อาจไหลผ่านออกมา

จบสิ้นแล้ว!

ตอนนี้ ใบหน้าของหลินหลานซีดเซียวราวกับกระดาษ

เธอคิดไม่ถึงว่านักข่าวจะล่วงรู้ข่าวนี้ หากเรื่องนี้ถูกถ่ายแล้วเผยแพร่ออกไป สมญานามประธานสาวผู้งดงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองเจียงคงถูกทำให้มัวหมอง แม้แต่ภาพลักษณ์บริษัทของเธอก็อาจได้รับความเสียหาย

โดยเฉพาะตอนนี้บริษัทของเธอกำลังจะเซ็นสัญญาธุรกิจใหญ่ หากเรื่องนี้ถูกเผยแพร่ออกไป การจะได้ร่วมทำสัญญาคงจบสิ้น แถมยังทำให้อันดับของบริษัทร่วงหล่น ผลลัพธ์กลายเป็นความพินาศ

พอคิดได้ดังนี้ หลินหลานราวกับถูกสูบพลังจนหมดแรง

เธอรู้ว่าตัวเองจบสิ้นแล้ว เสียทั้งชื่อเสียง เสียทั้งจุดยืน!

แต่พอเย่เฟิงเห็นภาพเหตุการณ์นี้คิ้วก็ขมวดเป็นปม แสงวาบขึ้นในดวงตา

กับดัก!

เขาสามารถแน่ใจได้ว่านี่เป็นกับดักสำหรับจัดการเขา

เจ้าของร่างกายที่เขาสิงอยู่ไม่ได้มีอะไรเลยเถิดกับหลินหลาน ทั้งสองถูกทำให้สลบไสล แล้วถูกพามานอนอยู่บนเตียงเดียวกัน

จากที่เห็น การที่บรรดานักข่าวเหล่านี้ได้ข่าวคราวแล้วพากันกรูมาที่นี่ต้องเป็นเพราะแผนการของใครบางคน

พอคิดถึงตรงนี้ เย่เฟิงแสยะยิ้มมุมปากอย่างเลือดเย็น

“น่าสนใจ! น่าสนใจดีนี่!”

หมอกสีดำที่มองด้วยตาไม่เห็นลอยคละคลุ้งออกมาจากในร่างกายของเย่เฟิง

ระหว่างที่หมอกควันสีดำกระจายออกมา พืชพรรณเขียวขจีที่อยู่มุมห้อง รวมถึงต้นไม้เขียวชอุ่ม ล้วนแห้งเหี่ยวโรยราด้วยความเร็วที่ตามองเห็น ราวกับว่ามันถูกบางสิ่งบางอย่างกลืนกินชีวิต

ไม่เพียงแค่นั้น หมอกสีดำลอยออกไปนอกหน้าต่าง แพร่กระจายไปในอากาศ

ต้นไม้ ใบหญ้า ดอกไม้ บอนไซที่อยู่ด้านนอกโรงแรม ทั้งหมดต่างแห่งเหี่ยวด้วยความเร็วที่สายตามองเห็น

เวลาพริบตาเดียว รอบๆโรงแรมในระยะหนึ่งลี้ราวกับฤดูหนาวที่คร่าความเขียวชอุ่มของต้นไม้ใบหญ้า

คล้ายกับว่าพลังชีวิตของต้นไม้ใบหญ้าเหล่านี้ถูกหมอกควันสีดำดูดกลืนพลังชีวิตไปจนหมดสิ้น

ต้นไม้ใบหญ้าทยอยแห้งเหี่ยว ใบหน้าของเย่เฟิงเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ นิ้วของเขาชี้มาที่ตัวเองแล้ววาดสัญลักษณ์อันแปลกประหลาด

สัญลักษณ์นี้ ราวกับจะสิ้นเปลืองพลังของเขาจนหมดสิ้นก็ไม่ปาน หยาดเหงื่อไหลตุบตุบ

โครม!!!

ในตอนนี้เอง ประตูห้องถูกคนจากด้านนอกถีบดังโครม แฉะแฉะแฉะ กลุ่มนักข่าวถือกล้องถ่ายรูปกรูกันเข้ามา

ภาพนี้ ทำให้หลินหลานหน้าซีดเผือดราวกับศพ!

มันจบแล้ว!

จบสิ้นไม่มีชิ้นดี!

แต่.. ในขณะนั้นเองหลินหลานกลับพบว่านักข่าวที่กรูกันเข้ามาแต่ละคนต่างมีใบหน้าอ้ำอึ้ง พวกเขาล้วนสอดส่องไปทั่วทุกมุมห้อง ราวกับว่ากำลังหาอะไรอยู่

จนท้ายที่สุด ใบหน้าของนักข่าวทุกคนต่างแสดงอารมณ์ผิดหวังอย่างล้นหลาม

“เป็นไปได้ยังไง! เจ้านอกคอกนั่นไปไหนแล้ว? มันไปอยู่ไหน?”

“บัดซบเอ้ย ข่าวมั่วเหรอ? ที่นี่ก็มีแค่ประธานหลินคนเดียว ไม่มีเจ้าคนนอนคอกตระกูลเย่!”

“……..”

คำพูดที่เปี่ยมไปด้วยความผิดหวังนี้ ทำให้หลินหลานอึ้ง

อะไรนะ?

นักข่าวเหล่านี้มองไม่เห็นเย่เฟิงเหรอ?

เป็นไปได้ยังไง!

พอคิดได้ดังนี้ หลินหลานจึงรีบหันกลับไปมองทางหน้าต่าง แต่สิ่งที่ทำให้เธอประหลาดใจคือ ตรงจุดที่เย่เฟิงยืนอยู่ก่อนหน้านี้กลับไม่มีแม้แต่เงาใครเลย

คนทั้งคน แต่ราวกับเย่เฟิงหายไปในพริบตา

นี่มัน….ใบหน้าของหลินหลานมีความความสงสัยอย่างยากจะเชื่อได้ ใบหน้าราวกับเห็นผีก็ไม่ปาน

“เป็นไปไม่ได้! เขา…ก็เมื่อกี้ยังยืนอยู่ตรงนี้ แล้วทำไม….”

หลินหลานอึ้งกิมกี่

เธอไม่อาจเชื่อได้ว่าคนๆหนึ่งจาสามารถหายตัวไปในอากาศได้

นี่มัน เกินหลักเหตุและผลทางวิทยาศาสตร์

…………………………………………………………..

ตอนที่ 2  มัน...มันต้องเป็นปีศาจ!

Add a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *